วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนานักเรียนสู่ความสำเร็จ


...นางสาวช่อแก้ว  วงษ์ตั้นหิ้น
                                                                                            ครูโรงเรียนวัดอภยาราม...


       
สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดสำหรับการเป็นครู คือ การที่มีนักเรียนบอกว่าหนูชอบเรียนคณิตศาสตร์กับคุณครูมาก ๆ เลยค่ะ/ครับ เพราะความชอบหรือรักในสิ่งที่ทำเป็นปัจจัยแรกที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งในการจัดการเรียนรู้  ดิฉันจะตั้งคำถามตัวเองอยู่สองประเด็นเสมอว่า “เด็ก ๆ ชอบเรียนคณิตศาสตร์หรือไม่” และ “จะต้องทำอย่างไรให้เด็ก ๆ รู้สึกชอบเรียนคณิตศาสตร์” ซึ่งในประเด็นคำถามแรกนั้น สามารถหาคำตอบได้ไม่ยาก แต่ต้องได้คำตอบที่แท้จริงจากเด็ก ๆ   ส่วนประเด็นคำถามที่สอง คำตอบอาจจะมีหลากหลายวิธีการ แล้วแต่เทคนิคของคุณครูแต่ละคน  สำหรับดิฉันมีความเห็นว่า ความรู้สึกไว้วางใจ การให้กำลังใจ รอยยิ้มแห่งความหวังดี เป็นสิ่งสำคัญที่มีผลต่อความรู้สึกชอบเรียนคณิตศาสตร์ และส่งผลไปยังความเอาใจใส่ ความมุ่งมั่นต่อการเรียนของนักเรียนอีกด้วย ดิฉันจึงมีแนวทางในการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์เพื่อพัฒนานักเรียนอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 5 ปี ดังนี้
          1. ทำให้นักเรียนรู้สึกชอบ อยากจะเรียนคณิตศาสตร์ โดยการเสริมแรง ให้กำลังใจนักเรียน และบุคลิกภาพของครูที่เป็นกันเอง ทำให้นักเรียนกล้าที่จะถาม เมื่อนักเรียนไม่เข้าใจ
          2. สร้างนิสัยความรับผิดชอบ ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมั่นเอาใจใส่ต่อการเรียน จะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ในระยะยาว และช่วยให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจที่คงทน
          3. ส่งเสริมให้นักเรียนคิดด้วยตนเอง จัดกิจกรรมท้าทายความสามารถ และฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่น
โดยให้มีความสอดคล้องกับเนื้อหา ตัวชี้วัด และทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์
          4. หมั่นตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ ค้นหาจุดเด่น จุดด้อย เพื่อชี้แนะนักเรียนให้ได้พัฒนาปรับปรุงตนเอง
          5. ศึกษาลักษณะของข้อสอบ o-net และข้อสอบแข่งขันต่าง ๆ   ฝึกซ้อมนักเรียนให้คุ้นเคยกับการทำแบบทดสอบ
          สิ่งที่ได้ลงมือทำเพื่อพัฒนานักเรียน คงจะสำเร็จไม่ได้ หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อนครู ผู้ปกครองและแม้แต่ความร่วมมือของนักเรียนเอง  ดังนั้นความสำเร็จที่ยั่งยืนจึงเกิดจากความร่วมมือร่วมใจกันของทุกฝ่ายดังกล่าวข้างต้น ขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในการพัฒนานักเรียนให้ประสบความสำเร็จ จนเกิดผลเป็นที่น่าภาคภูมิใจ

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

การเรียนรู้ทางการเมือง

รวบรวมโดย.......นายพิพัฒน์ ทองต้ง

ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนวัดอภยาราม

อ้างถึงข้อเขียนของ....เยาวภา ประคองศิลป์.

        การเรียนรู้ทางการเมือง จากวัยเด็กไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ตามช่วงอายุ ดังนี้

        วัยเด็กตอนต้น (อายุ 5-9 ปี) สังคมแรกที่เด็กสัมผัสคือ ครอบครัว เมื่อออกจากครอบครัว เด็กจะได้สัมผัสกับสังคมภายนอก เช่น โรงเรียนช่วงนี้เด็กเริ่มรู้จักสัญลักษณ์ของชาติ เช่น ธงชาติ ถือได้ว่าเป็นช่วงแรกที่เกิดความรู้สึกทางการเมืองและสามารถเรียนรู้ทางการเมืองได้รวดเร็วมากแต่ยังไม่ลึกซึ้ง กระบวนการอบรมกล่อมเกลาในระยะแรก มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป การพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยในเด็กระดับนี้ควรเน้นที่อารมณ์ ความรู้สึก เจตคติ และจิตใจมากกว่าด้านความรู้ ฉะนั้นในการเรียนทุกๆ เรื่อง ทุกๆ วิชา จะต้องมีจุดประสงค์ในการสร้างบุคลิกภาพและวัฒนธรรมประชาธิปไตย เช่น เรียนรู้ที่จะเคารพสิทธิของผู้อื่นเรียนรู้ที่จะแบ่งปันผลประโยชน์กับเพื่อน เรียนรู้เรื่องการทำงานเป็นทีม เป็นหมู่คณะ การเป็นผู้นำที่เสียสละ การเป็นผู้ตามที่เคารพในกติกา และรับนโยบายของกลุ่มไปปฏิบัติด้วยความเต็มใจ การเรียนรู้ที่จะแสดงความคิดเห็นที่มีเหตุผล การรับฟัง การวิพากษ์วิจารณ์ และรู้จักการวิพากษ์วิจารณ์ที่ดีเป็นต้น (วิชัย ตันศิริ, 2539)

        วัยเด็กตอนปลาย (อายุ 9-13 ปี) ความคิดความเข้าใจการเมืองจะก้าวไปสู่ลักษณะคล้ายผู้ใหญ่ เป็นก้าวสำคัญที่สุดของการเรียนรู้ทางการเมือง โดยเฉพาะเด็กอายุ 10-11 ปี จะเริ่มเข้าใจการเมืองในลักษณะนามธรรม (abstract ideas) มีความคิดที่สัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบมากขึ้น เด็กสามารถแยกบทบาททางการเมืองของบุคคลได้และมีความรู้ข่าวสารการเมืองเพิ่มขึ้น เด็กอายุ 11-13 ปี จะเข้าใจระบบการเมืองรอบๆ ตัวไม่แตกต่างจากผู้ใหญ่มากนัก (สุรวุฒิ ปัดไธสง, 2528)

        วัยรุ่น (adolescence) (อายุ 13-18 ปี) เป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการทั่ว ๆ ไป ด้านกายภาพ จิตภาพ และสังคม การเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่นเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ วัยรุ่นมีความต้องการอิสระจากครอบครัว สัมพันธภาพกับครอบครัวน้อยลงแต่กลับไปมีสัมพันธภาพกับกลุ่มเพื่อนมากขึ้น ความสัมพันธ์แบบนี้หาไม่ได้ในครอบครัว เพราะในครอบครัวมีความสัมพันธ์กันแบบเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง (top-down) แต่ในกลุ่มเพื่อนเป็นความสัมพันธ์แบบแนวราบ (horizontal) ซึ่งเป็นการลดช่องว่างในครอบครัว Joseph Adelson (อ้างถึงใน สุรวุฒิ ปัดไธสง, 2528) ได้วิจัย พบว่า วัยรุ่นอายุ 12-18 ปี มีรูปแบบการเรียนรู้ทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คือ

        1. รูปแบบการรับรู้ เมื่อก่อนอาจเรียนรู้ทางการเมืองจากโรงเรียน ครอบครัว เมื่ออยู่ในวัยรุ่นอาจเรียนรู้การเมืองโดยการทำกิจกรรมทางการเมืองกับวัยรุ่นด้วยกัน

        2. ทัศนภาพแบบอำนาจนิยมที่มีต่อระบบการเมืองลดลง กล่าวคือ มองเห็นว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของการให้อำนาจเป็นใหญ่แต่เพียงอย่างเดียว แต่เห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องของการใช้เหตุผลประนอมประโยชน์ หรือจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าในสังคมให้สมาชิกเกิดความพอใจ

        3. มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการปฏิบัติการเพื่อให้บรรลุอุดมคติทางการเมืองของตน

        วัยรุ่นเป็นวัยที่แสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ดังนั้น การเรียนรู้ในโรงเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย สามารถจัดการเรียนการสอนเรื่องการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้โดยตรง ปัจจุบันหลักสูตรวิชาสังคมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ก็เน้นเรื่องการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและเรื่องสิทธิหน้าที่ของพลเมือง การเรียนรู้การเมืองการปกครองในโรงเรียน นอกจากจะสอนเนื้อหาโดยตรงแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ หลายอย่างที่ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยให้แก่นักเรียนอีกด้วย วิชัย ตันศิริ (2539) ได้ให้แนวความคิดไว้ว่า การสอนการเมืองการปกครองในโรงเรียนนั้น นอกจากจะสอนระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยจากหลักของกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเรื่องพรรคการเมืองและการเลือกตั้งแล้ว ควรจะสอนจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในการเมืองไทย ควรได้มีการศึกษาวิเคราะห์ระบบการเลือกตั้ง ระบบพรรคการเมือง โดยเปรียบเทียบไทยกับต่างประเทศ ระบบกลุ่มผลประโยชน์ การดำเนินงานของรัฐสภาและพฤติกรรมของนักการเมือง ตลอดจนบทบาทของประชาชน นักวิชาการ สื่อมวลชน ต่อการพัฒนาการเมือง เป็นต้น การเรียนการสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-6 ในด้านการศึกษาทางสังคมศาสตร์ ควรเน้นไปที่การพัฒนาความคิดวิเคราะห์ให้มากขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนมีวิสัยทัศน์กว้าง มีความรู้ ความคิดลึก สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีได้ การสอนจะเน้นในเชิงปรัชญาการเมืองและสังคม ดังนั้นผู้เรียนจะต้องมีความสามารถในเชิงวิเคราะห์ การเรียนการสอนต้องฝึกให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ เช่น ความเสมอภาค เสรีภาพ ความยุติธรรม ฯลฯ เพื่อให้เกิดทักษะการคิดวิเคราะห์แบบนักปรัชญา

        วัยผู้ใหญ่ (อายุ 18 ปีขึ้นไป) เป็นวัยที่มีพฤติกรรมทางการเมืองจากพื้นฐานที่สั่งสมมาตั้งแต่วัยเด็ก การอบรมกล่อมเกลาทางการเมืองให้เด็กตั้งแต่ต้น เป็นการกำหนดพฤติกรรมทางการเมืองในวัยผู้ใหญ่ต่อมา มีหลักฐานการวิจัยยืนยันว่า การเรียนรู้ทางการเมืองที่เด็กเรียนรู้ระหว่างอยู่ในช่วงของการเรียนตอนต้น ๆ มักจะมีผลต่อพฤติกรรมทางด้านการเมือง ตอนเป็นผู้ใหญ่มากกว่าแนวความคิดและทัศนะที่บุคคลเรียนรู้ในช่วงหลังของชีวิต (สถิต นิยมญาติ, 2524)

        จากข้อมูลต่าง ๆ ที่ผู้เขียนนำมาเสนอไว้ในบทความนี้เป็นเพียงข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้น ที่ครูผู้สอนในโรงเรียนควรให้ความสนใจ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการถ่ายทอดการเรียนรู้ทางการเมืองการปกครองไปสู่เยาวชนของชาติ สมดังความคาดหวังของสังคมที่เชื่อมั่นว่าสถาบันการศึกษาเป็นสถาบันที่มีบทบาทอย่างสูงยิ่งต่อการพัฒนาทางการเมืองการปกครองของประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แม้ว่าเป้าหมายนี้ไม่อาจสำเร็จได้เพียงชั่วเวลาข้ามคืน แต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความเข้าใจ ความพยายาม ความอดทน และเวลาที่ต่อเนื่องเป็นสำคัญ ทั้งนี้ เพราะกระบวนการศึกษาในระบบสามารถเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งสามารถกระทำได้ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาต่อเนื่องไปสู่ระดับมัธยมศึกษา ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา โดยการจัดเนื้อหาสาระให้เหมาะสมกับการเรียนการสอนในระดับต่าง ๆ และเน้นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่เป็นรูปธรรมตามอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่พึงประสงค์ ขณะเดียวกันก็ฝึกปฏิบัติในกิจกรรมการเรียนการสอนและกิจกรรมเสริมหลักสูตร เพื่อหล่อหลอมให้นักเรียนนักศึกษาได้ซึมซับคุณค่าของประชาธิปไตย จนก่อให้เกิดวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยได้ในที่สุด

..............................................

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

สอนคณิตศาสตร์ให้ลูก

                                                                                      โดย ครูช่อแก้ว วงษ์ตั้นหิ้น

          เมื่อพูดถึงคณิตศาสตร์ หลายคนส่ายหน้า บอกว่าไม่ชอบ ไม่เข้าใจ ยาก ตอนสอบก็เกือบตกความจริงแล้วจะไปโทษเด็กหรือโทษคนไม่ชอบคณิตศาสตร์ก็คงไม่ได้ ต้องโทษระบบการศึกษาของเรา ที่ไม่มีครูคณิตศาสตร์เพียงพอ บางคนบอกว่าครูสอนคณิตศาสตร์เป็นใครก็ไม่รู้ บางทีก็เอาครูสาขาอื่น ๆ มาสอน จึงไม่สามารถอธิบายให้เด็กเข้าใจได้ เมื่อไม่เข้าใจแต่ต้น ยิ่งเรียนสูงก็ยิ่งไม่เข้าใจ ยิ่งไม่เข้าใจก็ยิ่งเบื่อ ยิ่งเบื่อก็ยิ่งไม่อยากเรียน ก็เลยพาลไม่ชอบไปเลย แต่นี่ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของปัญหา การที่จะให้เด็ก ๆ ชอบคณิตศาสตร์นั้น นอกจากครูต้องมีเทคนิควิธีการแล้ว การเห็นคุณค่าว่าคณิตศาสตร์สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันก็เป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกัน

          ความจริงคณิตศาสตร์เป็นเรื่องสนุก คณิตศาสตร์ไม่ใช่เรื่องตัวเลขที่หลายคนลายตา หัวใจของคณิตศาสตร์สอนให้คนรู้จักคิด มีเหตุมีผล รู้ประมาณ รู้ขอบเขต รู้ว่าอะไรเป็นไปได้ อะไรเป็นไปไม่ได้ คณิตศาสตร์สอนให้คนมองอะไรกว้างขึ้น และยังมองลึกกว่าคนทั่วไป ตัวเลขของคณิตศาสตร์เป็นเพียงบันใดที่จะไต่ไปสู่เป้าหมายที่กล่าวข้างต้น

           คนเข้าใจคณิตศาสตร์จะมองอะไร ๆได้กว้างกว่า คิดอะไรๆ ได้ลึกกว่าคนธรรมดาทั่วไป ดังนั้น จึงไม่แปลกที่คนเรียนคณิตศาสตร์ได้ดี จึงมักเรียนวิชาอื่นได้ดีด้วย ทั้งนี้ก็เพราะคณิตศาสตร์ สอนให้รู้จักคิด รู้จักประยุกต์ความเข้าใจ จึงทำให้เรียนและเข้าใจวิชาอื่นได้ดีกว่าคนที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์

           การที่จะทำให้เด็กเก่งคณิตศาสตร์ได้นั้น ต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก พ่อแม่จึงต้องเป็นครูคณิตศาสตร์ คนแรกของลูก พูดอย่างนี้หลายคนตกใจว่าเราเองก็แย่เอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว จะไปสอนคณิตศาสตร์ ให้ลูกได้อย่างไร

           ความจริงไม่ใช่เรื่องยาก ท่านสามารถสอนลูกปลูกฝังลูกได้โดยลูกไม่รู้ตัว อย่างเช่น เวลาขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็ให้อ่านตัวเลขทะเบียนรถ ถ้าโตขึ้นมาหน่อย ก็ลองให้ลูกบวกลบตัวเลขทะเบียนรถ ถ้าลูกโตขึ้นมาอีก ก็อาจกำหนดคำตอบแล้วให้ลูก ใช้ตัวเลขทะเบียนรถมาบวกลบคูณหารให้ได้ตรงคำตอบหรือใกล้เคียงที่สุด หน้าปัดความเร็วรถ คุณก็สามารถสอนเรื่องความเร็ว สอนเรื่องหน่วย ไมล์ กิโลเมตร นาฬิกาบนหน้าปัดรถ คุณก็สามารถสอนเรื่องเวลา นาที วินาที ชั่วโมง สอนเรื่องการอ่านเวลา สอนเรื่องการตรงต่อเวลา สอนเรื่องวงกลม สอนเรื่องการเคลื่อนที่ของเข็มยาว เข็มสั้น

             เมื่อพาลูกไปซุปเปอร์มาร์เก็ต ถ้าเป็นเด็กเล็กคุณก็สามารถสอนเรื่องรูปทรงต่างๆ รูปทรงกลม ทรงเหลี่ยม จากป้ายราคา คุณก็ยังสามารถสอนเรื่อง บาท สตางค์ สอนเรื่องโหล กุรุส ราคาต่อหน่วย ของชนิดเดียวกันต่างยี่ห้อเปรียบเทียบว่าอันไหนถูกกว่าอันไหนแพงกว่า ถ้าเด็กโตขึ้นมาหน่อย ก็อาจให้ลองบวกเลขรวมจำนวนเงินที่ต้องจ่าย ถ้าให้ธนบัตรเท่านี้ จะได้รับเงินทอนเท่าไหร่ หยิบน้ำปลามาหนึ่งขวดคุณจะสอนอะไรให้กับลูกได้บ้าง เริ่มจากรูปทรงของขวด ถ้าเด็กโตขึ้นมาหน่อย ก็สอนเรื่องปริมาตร ลิตร ซีซี ถ้าเด็กโตขึ้นมาอีกหน่อย เปอร์เซ็นต์ส่วนประกอบของน้ำปลา ราคาที่ประหยัดกว่าเมื่อซื้อขวดใหญ่ เมื่อเทียบกับซื้อขวดเล็ก คุณพ่อคุณแม่สามารถทำให้ การไปซุปเปอร์มาร์เก็ตเกิดความสนุกสนาน และเกิดการเรียนรู้ไปด้วย

          สิ่งรอบตัวคุณสามารถนำมาประยุกต์สอนเด็กได้ เป็นการปลูกฝังให้เด็ก รักคณิตศาสตร์โดยไม่รู้ตัว และไม่ต้องกลัวว่าคุณจะสอนไม่ได้ เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องพื้นๆ สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไปที่ต้องรู้อยู่แล้ว อยู่ที่ตัวท่านจะเอาใจใส่แค่ไหนมากกว่าเมื่อเด็กรักคณิตศาสตร์ ชอบคณิตศาสตร์ เมื่อโตขึ้นเด็กก็จะขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมเอง คณิตศาสตร์ก็จะไม่เป็นยาขม ของเด็กอีกต่อไป

แหล่งอ้างอิง : นายแพทย์รุ่งโรจน์ ตรีนิติ http://www.clinicrak.com

ข่าวการศึกษา