วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

การเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์จากห้องเรียนสู่ชีวิตจริง (ระดับประถมศึกษา)

นางสุพรรษา  ย้อยรักษ์
                                                                             บุคลกรวิทยาศาสตร์โรงเรียนวัดอภยาราม
วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์ ตลอดชีวิตของทุกคนต่างก็มีความเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น  การเรียนรู้วิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญที่จะทำให้คนได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ช่วยให้คนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติและ เทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุที่วิทยาศาสตร์มีความสำคัญ เราจึงต้องเรียนวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็กเพื่อให้พร้อมที่จะนำวิทยาศาสตร์ไป แก้ปัญหาที่เราต้องพบต่อไปในอนาคต  ดังนั้นภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้สอนวิทยาศาสตร์ที่จะต้องดำเนินการ คือครูจะต้องพัฒนานักเรียนให้มีความใฝ่รู้ มีเหตุผล ร่วมแสดงความคิดเห็นและยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์ สามารถนำความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผล
           การสอนวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษาเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เพราะการดำเนินชีวิตของเด็กๆ เป็นวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว   เด็กในวัยประถมศึกษา เป็นวัยอยากรู้อยากเห็นเรื่องรอบตัว การสอนวิทยาศาสตร์ควรส่งเสริมให้เด็กๆได้ลงมือกระทำด้วยตนเอง ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมงานกับเพื่อน ใช้พลังความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ฝึกทักษะการสังเกต ทำงานเป็นขั้นตอน ได้ค้นพบความรู้ด้วยตัวเอง ทำให้เกิดมีความภาคภูมิใจ             
          การเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์จากห้องเรียนสู่ชีวิตจริงในการเรียนรู้ เช่น การให้นักเรียนเลี้ยงหนอนจนเป็นผีเสื้อ เลี้ยงลูกอ๊อด จนเห็นการพัฒนาของสัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบกเป็นลูกกบ  นอกจากนักเรียนจะได้ฝึกสังเกต ฝึกบันทึกรายงานแล้ว  นักเรียนยังเรียนรู้ที่จะให้อาหาร เฝ้าดูพัฒนาการของชีวิตที่เกิดมาด้วยความใส่ใจ เรียนรู้ที่จะรักษาชีวิตอื่นมากกว่าทำลาย เห็นคุณค่าสิ่งมีชีวิต  ซึ่งจะสร้างความอ่อนโยนในจิตใจได้อีกทางหนึ่งด้วย
             ดังนั้นข้าพเจ้ามองว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ยากมากกว่าความรู้ คือ กระบวนการในการเรียนรู้   ครูจึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อให้นักเรียนของเรามีทักษะการใช้ชีวิต มีความสมบูรณ์ทั้งความรู้ ความคิด และการแก้ปัญหาในชีวิตต่อไปค่ะ    

http://i416.photobucket.com/albums/pp247/khate-khate1/Day%20aa/ty109.gif 


                       
                       


วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2558

แนวทางให้นักเรียนรักการเรียนรู้

....นางชมขวัญ  ขุนวิเศษ
...ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดอภยาราม....

          ปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ไม่ใช่การมีอาคารที่สวยงาม การมีงบประมาณที่เพียงพอ หรือสื่อที่หลากหลาย แต่ปัจจัยสำคัญที่สุด คือความสามารถของครูในการจัดการเรียนรู้และการจัดการเรียนรู้จะประสบความสำเร็จได้  ผู้เรียนจะต้องรัก ชอบ และสนใจในการเรียนรู้นั้น ครูจึงจำเป็นต้องหาวิธีให้นักเรียนเกิดความรักที่จะเรียนรู้

          บางครั้งวิธีที่ครูทำเพื่อช่วยเหลือดูแลให้นักเรียนมีความสามารถในการเรียนรู้หรือแก้ปัญหา อาจมีความผิดพลาดแล้วทำร้ายเด็กโดยไม่เจตนา ความมั่นใจ ความรักและความชอบในการเรียนรู้จึงอาจถูกทำลายไป ซึ่งแม้ว่าเรื่องที่สอน วิธีการสอนสำหรับเด็กแต่ละวัยมีความแตกต่างกัน   แต่สิ่งที่จะเป็นพื้นฐานในการสอนและสำคัญต่อการรัก ความชอบที่จะเรียนรู้สำหรับเด็กทุกวัย คือ การสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูกับนักเรียน
          จะเห็นว่า เมื่อไรสัมพันธภาพระหว่างครูและผู้เรียนไม่ดี เด็กจะปฏิเสธการเรียนรู้ คือไม่ชอบ ไม่อยากเรียน แรงจูงใจต่ำ ทำให้ครูที่ตั้งอกตั้งใจสอนโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย รู้สึกเป็นทุกข์อย่างยิ่ง เริ่มไม่มั่นใจในตนเอง เหนื่อยหน่าย ชิงชังเด็กว่าไม่รักครูได้โดยไม่รู้ตัว จากความหวังว่าจะสนุกมีความสุขกับการสอน ต้องมาพบตัวเองอีกทีว่า ต้องรบราเคี่ยวเข็ญกับเด็กเหมือนทำสงครามสู้รบกันตลอดเวลา
ดังนั้น จึงต้องช่วยครูหาวิธีทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยฝึกทักษะการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับนักเรียน เพื่อสร้างสะพานเชื่อมถึงกัน ซึ่งทักษะง่ายๆ ไม่ได้ใช้ความรู้ที่ลึกซึ้งเลยก็คือ การสื่อสาร เริ่มจากการพูด เพราะ การพูดสื่อสารอาจทำให้เกิดความเกลียดชังได้พอ ๆกับการส่งเสริมให้เกิดความสุขในการเรียนรู้ได้ดังนั้น ครูต้องระวัง ไม่ใช้ภาษาแสดงการไม่ยอมรับ หรือใช้อำนาจข่มขู่ เพราะอาจจะเป็นการสร้างกำแพงไม่ให้นักเรียนสื่อสารกลับ ทำให้ยากต่อความรัก ความชอบในการเรียนรู้ เช่น การวิจารณ์ติเตียนว่า เธอมันขี้เกียจจริงๆ แย่มาก หรือการตราหน้าว่า ทำตัวเหมือนเด็กอนุบาลทั้งที่อยู่ ป.6 แล้ว หรือการตักเตือนขู่ว่า ลืมได้ทุกวันจะให้ตกซ้ำชั้นแล้วเป็นต้น การสื่อสารแบบนี้ใช้ไม่ได้  ครูจึงต้องระมัดระวังในการสื่อสารและต้องปฏิบัติต่อนักเรียนโดยเคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
          นอกจากการพูด ครูก็ต้องฝึกฟังด้วย เราอาจคิดว่าเราฟังเป็นฟังทุกวัน แต่ความจริงสิ่งที่ได้ฟังอาจเป็นคนละเรื่องกับที่นักเรียนพยายามสื่อสารก็ได้ ดังนั้น เมื่อให้นักเรียนพูด ครูต้องฝึกตรวจสอบ เรื่องราวที่เข้าใจจากการฟัง ว่าตรงกับสิ่งที่เด็กต้องการสื่อสารหรือไม่ และต้องแสดงอาการรับรู้ขณะนักเรียนสื่อสาร เช่น ค่ะ ยิ้ม หรือพยักหน้า เมื่อเด็กรู้ว่าครูเข้าใจเขา ความรู้สึกดี ๆ มีกำลังใจ มีความมั่นใจ ความรักในการเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้น

          สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ อารมณ์ของครูต้องยิ้มแย้ม แจ่มใส สนุก สอดแทรกกิจกรรม เกม เพลง หรือกิจกรรมที่เด็กสนใจขณะจัดการเรียนรู้ ถ้าหากทำได้เช่นนี้ การสร้างฉันทะ หรือความพอใจรักใคร่จะเรียนรู้และพลังความคิดดีๆ ก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ....

ข่าวการศึกษา