วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ศึกษาประวัติศาสตร์.....ได้ประโยชน์อย่างไร


โดย            นางวรรณี  เพ็งประไพ

                                                                                                                    นางปิยวรรณ  บุญรุ่ง

การศึกษาประวัติศาสตร์  เป็นการศึกษาเรื่องราวสำคัญ ๆที่เชื่อถือได้เกิดขึ้นจริง  ตามหลักฐานที่เป็นเอกสาร  และหลักฐานร่วมสมัยอื่นๆ  โดยวิธีการสืบค้นอย่างเป็นระบบ   ดังนั้นการเรียนรู้ประวัติศาสตร์จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรที่จะศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจะขอกล่าวถึงประโยชน์ของการที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ไว้ดังนี้           

       ทำให้เกิดความรักความภาคภูมิใจในชาติบ้านเมืองของตน รู้ถึงความเสียสละของบรรพบุรุษที่ได้สร้างบ้านเมืองมา รักชาติบ้านเมืองไว้ด้วยชีวิต สร้างสมวัฒนธรรมอันดีงามมาสู่รุ่นลูกหลานจึงก่อให้เกิดความภูมิใจ รักหวงแหนมรดกที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ ต้องการที่จะอนุรักษ์และสืบสานสิ่งที่ดีงามนั้นต่อไป    

  การศึกษาประวัติศาสตร์ช่วยให้เราเข้าใจความคิดความรู้สึกของคนในสังคมต่างๆ และในเวลาต่าง ๆ กัน และยังทำให้ได้บทเรียนจากประวัติศาสตร์ เหตุการณ์หรือพฤติกรรมของมนุษย์ในอดีตย่อมมีทั้งด้านดีและด้านร้าย พฤติกรรมใดที่นำความเสียหายมาสู่สังคมส่วนรวมในอดีต ซึ่งอาจส่งผลร้ายมาสู่ปัจจุบันและเชื่อมโยงไปถึงอนาคตด้วย เราก็จำไว้เป็นบทเรียน ไม่สร้างความเสื่อมเสียเช่นนั้นอีก เหตุการณ์หรือพฤติกรรมในทางดี เราก็นำมาเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติทำให้เราเข้าใจในปัจจุบันชัดเจนขึ้น การเรียนรู้ว่าชาติหรือประเทศของเรานั้นมีที่มาจากไหน มีพัฒนาการมาอย่างไร มีวัฒนธรรมดั้งเดิมเป็นอย่างไร และเปลี่ยนแปลงไปเพราะอะไร ซึ่งจะทำให้เรารู้จักตัวเองและเข้าใจสังคมปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น   และนอกจากนี้ยังทำให้ได้ฝึกทักษะที่จำเป็น ฝึกทักษะที่เป็นประโยชน์ซึ่งนำมาใช้ในการเรียนวิชาอื่นและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่นทักษะการค้นคว้าข้อมูล ทักษะการแสดงความคิดเห็น ทักษะการเขียนรายงานการค้นคว้าด้วยตนเองเป็นต้น

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การบริโภคด้วยปัญญา



...กรุณา  หมวดมณี...

                เทคโนโลยีภควันตภาพมีบทบาทในการพัฒนาศูนย์ความรู้ จัดการศูนย์ความรู้และประสบการณ์ และพัฒนาความรู้และประสบการณ์เพื่อให้มนุษย์สามารถพัฒนาทรัพยากรตนเอง   ได้ทุกที่ทุกเวลา
                Tablet  จึงมีบทบาทในการสร้างภควันตภาพทางการศึกษา 6 ประการ คือ  1) เป็นศูนย์การเรียน 2) เป็นแหล่งเชื่อมต่อกับศูนย์ความรู้ออนไลน์ต่างๆ เช่น Google  3) เป็นเวทีการสื่อสารปฏิสัมพันธ์กับเครือข่ายสังคม เช่น Facebook  4) เป็นห้องปฏิบัติการเสมือนจริง  5) เป็นแหล่งทำโครงการนวัตกรรม 6) เป็นแหล่งสืบค้นการทำข้อมูลการวิจัย 
                จะเห็นได้ว่า Tablet  เป็นสื่อการเรียนรู้ที่ดี มีประโยชน์ แต่ผู้ใช้เป็นเพียงแค่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1  ที่ต้องอาศัยครู  ผู้ปกครอง  เป็นผู้คอยชี้แนะ  กำหนดตารางให้นักเรียนได้เรียนรู้เท่าทัน Tablet  เพื่อให้การใช้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ  จึงควรนำคุณธรรม 10 ประการ ของการใช้ Tablet  ไปปฏิบัติดังนี้  สร้างสรรค์ด้วย Tablet  รักษาความสัตย์  จัดการอย่างรอบคอบ  มีความกล้าหาญ  รู้จักประมาณตน  อดทนอดกลั้น  กตัญญูผู้มีพระคุณ  กรุณาคนอื่น  ควรตื่นอยู่เสมอ  ค้นให้เจอแหล่งความรู้  
                 ดังนั้น  การนำคุณธรรมไปปฏิบัติเป็นแนวทางในการใช้ Tablet อาจช่วยให้นักเรียนประพฤติปฏิบัติทางการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เสาะแสวงหาความรู้ให้รอบรู้และรู้รอบ     ก้าวทันเหตุการณ์และเทคโนโลยีภควันตภาพ ด้วยปัญญา

วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

กิจกรรมกวนข้าวยาคู



กิจกรรม...กวนข้าวยาคู....
...ชมขวัญ  ขุนวิเศษ
...พิพัฒน์  ทองต้ง...
    ประวัติความเป็นมา
                   ข้าวยาคูหรือข้าวยาโค เป็นชื่อที่คนภาคใต้เรียกกันทั่วไป ในพุทธประวัติเรียกว่า ข้าวมธุปายาสยาคู”  ซึ่งเป็นข้าวที่นางสุชาดานำไปถวายพระพุทธเจ้า
                 พุทธศาสนิกชน มีความเชื่อเกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติตอนนางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสยาคู มีใจความสรุปได้ดังนี้
                “ในตอนเช้าหนึ่ง นางสุชาดาบุตรีกระฎุมพี นายใหญ่แห่งบ้านเสนานิคม ณ ตำบลอุรุเวลา ปรารถนาจะทำการบวงสรวงเทวดา จึงหุงข้าวมธุปายาสยาคู คือข้าวสุกหุงด้วยน้ำนมโคล้วน เสร็จแล้วจัดลงในถาดทองคำนำไปที่ต้นโพธิ์ ในตอนเช้าของวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน๖ ปีระกาเห็นมหาบุรุษประทับนั่งอยู่ สำคัญว่าเป็นเทวดาจึงน้อมนำข้าวมธุปายาสยาคูเข้าไปถวาย ในเวลานั้นบาตรของพระองค์อันตรธานหายไปพระองค์จึงทรงรับข้าวมธุปายาสยาคู ด้วยพระหัตถ์แล้วทอดพระเนตรแลดูนาง นางทราบพระอาการจึงทูลถวายทั้งถาดแล้วกลับไป มหาบุรุษทรงถือถาดข้าวมธุปายาสยาคูเสด็จไปสู่ท่าน้ำแห่งแม่น้ำเนรัญชรา เมื่อสรงน้ำแล้วจึงได้เสวยข้าวมธุปายาสยาคู ซึ่งปั้นเป็นก้อนได้ ๔๙ ก้อน ทรงเสวยจนหมด แล้วทรงอธิฐานลอยถาดเสี่ยงบารมี   หลังจากพระองค์ได้เสวยข้าวมธุปายาสยาคู ของนางสุชาดาแล้วก็ได้ทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณในคืนนั้นเอง   
                   ในพระธรรมบทมีอยู่ตอนหนึ่งกล่าวถึงการหุงน้ำนมข้าวถวายพระพุทธเจ้า ความว่า มีกระฎุมพี ผู้พี่ชื่อมหากาลร่วมกันปลูกข้าวสาลีในที่นาแปลงเดียวกัน ปีหนึ่งขณะเมื่อข้าวสาลีออกรวงเนื้อในพอเป็นน้ำนม จุลกาลเก็บเอามากินดูรู้สึกหวานอร่อย เกิดความคิดจะเก็บข้าวนั้นไปถวายพระภิกษุ แต่มหากาลไม่เห็นด้วย เพราะไม่มีใครเคยทำกันมาก่อน เลยแบ่งนาข้าวสาลีให้ไปส่วนหนึ่ง จุลกาลให้ชาวบ้านช่วยกันเก็บเมล็ดข้าวสาลีที่ตั้งท้องเป็นน้ำนมในส่วนของตนไปตำ แล้วต้มด้วยน้ำนมสด เนย น้ำผึ้ง น้ำตาล แล้วนำไปถวายพระพุทธเจ้าและสาวก โดยอธิษฐานว่าขอให้ผลทานนี้บันดาลให้บรรลุธรรมวิเศษก่อนคนทั้งปวง ต่อมาเกิดเหตุอัศจรรย์ต้านข้าวสาลีที่เก็บเอาไปแล้วกลับออกรวงงามสมบูรณ์ขึ้นมาอีก  ทำให้จุลกาลเกิดปิติ ได้เก็บเมล็ดข้าวสาลีที่ตั้งท้องไปทำบุญในวาระต่อมาอีกรวม ๙ ครั้ง
                   ด้วยอานิสงส์ จุลกาลจึงถือกำเนิดเป็นพราหมณ์อัญญาโกณฑัญญะ  เมื่อได้ฟังธรรมจักกัปปวัตนสูตร พระปฐมเทศนาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เกิดดวงตาเห็นธรรมทันที ได้อุปสมบทเป็นเอหิภิกขุอุป-สัมปทาเป็นอรหันตสาวกองค์แรก
                  เดือนสามเป็นระยะเวลากำหนดกวนข้าวยาคู  เพราะข้าวในนากำลังออกรวง เมล็ดข้าวยังไม่แก่กำลังเป็นน้ำนมข้าวสำหรับนำมากวนข้าวยาคู ชาวบ้านจึงนิยมกวนข้าวยาคูในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ และ ๑๔ ค่ำ เดือน๓ โดยใช้วัดเป็นสถานที่กวนข้าวยาคู เพราะว่าวัดเป็นศูนย์รวมของประชาชน  ทั้งนี้  พุทธศาสนิกชนเชื่อว่าข้าวยาคูเป็นอาหารทิพย์ให้สมองดีเกิดปัญญาแก่ผู้บริโภค ทำให้ผิวพรรณผ่องใส อายุยืนยาว และเป็นโอสถขนานเอก ขจัดโรคร้ายทุกชนิด และบันดาลความสำเร็จในการประกอบอาชีพเป็นสิริมงคลแก่ผู้บริโภคด้วย      
               ดังนั้น โรงเรียนวัดอภยาราม  ได้ตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญของประเพณีที่มีความสัมพันธ์กับสังคมเกษตรกรรม คือให้ความสำคัญต่อข้าวหรือน้ำนมข้าวซึ่งเป็นพืชหลักของชาวไทยดังกล่าว  จึงได้เข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชน ในงานมหกรรมกวนข้าวยาคูประจำปี  2556  ณ เทศบาลตำบลท่าแค เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนมีความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา  มีความรักความสามัคคีในหมู่ญาติและมิตรสหาย เพราะต้องร่วมแรงร่วมใจในการจัดหาอุปกรณ์ เครื่องปรุงซึ่งการกวนต้องใช้ทั้งเวลาและผู้คน   มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันโดยแบ่งปันข้าวยาคู แม้ไม่ได้มาร่วมกวนข้าวยาคู ก็จะได้รับข้าวยาคูเป็นของฝากให้ได้รับประทานทั่วถึงกันทุกคน   อีกทั้งเป็นการอนุรักษ์และปฏิบัติตามประเพณีที่ดีงาม  เป็นการถ่ายทอดประเพณีให้แก่เยาวชนได้เรียนรู้ถึงวิธีการกวนข้าวยาคู เพื่อสืบทอดประเพณีให้คงอยู่ตลอดไป

ข่าวการศึกษา